my guilty-knowledge

Monday, September 12, 2005

พระราชอำนาจ...อีกสักที



ท่าทางจะจบยาก สำหรับเรื่อง "พระราชอำนาจ" เพราะไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะรามือ ในขณะที่ ส.ส.ไทยรักไทย พยายามจะล่ารายชื่อเพื่อขับไล่สมาชิกอย่าง คุณประมวล ในข้อหาอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ สรุปได้แต่ว่ากระด้างกระเดื่อง และทรยศหัวหน้าพรรค
คุณสนธิ ก็ออกมาพูดผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ว่า ถูกสันติบาลตักเตือน ในทำนองหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และได้กล่าวท้าไปว่าไม่ต้องเตือน ให้ไปพบกันที่ศาลได้เลย นอกจากนั้นยังได้เขียนลงหนังสือผู้จัดการรายวัน โดยนำเรื่องที่นายกฯทักษิณ นั่งเป็นประธานในงานที่วัดพระแก้ว เมื่อ 4-5 เดือนก่อน มากล่าวถึง พร้อมๆกับกล่าวเป็นนัยๆว่าครอบครัวนายก (คุณหญิงพจมาน และครอบครัวดามาพงศ์)ได้ก้าวก่ายไปถึงกิจการทางศาสนา โดยพยายามตั้งสังฆราชขึ้นใหม่เอง .....

พยายามคิดอย่างเป็นกลางมาตลอดสำหรับเรื่องที่พาดพิงกันอยู่ แต่อ่านบทความของคุณสนธิวันนี้แล้ว ไม่เห็นด้วยอย่างแรง... เรื่องการนั่งเป็นประธานของนายกฯนั้น ควรจะเป็นประเด็นเมื่อ 4-5เดือนก่อน ตอนนั้นเรียกว่ายิ่งกว่าเห็นด้วยอีก เพราะเป็นเรื่องไม่สมควร แต่ความพยายามจะดึงเรื่องนี้กลับเข้ามาในช่วงเวลาที่กระแสเรื่องพระราชอำนาจกำลังกระหึ่มอยู่นั้น ...แสดงให้เห็นว่าอะไรคือจุดประสงค์ของคุณสนธิ
การกล่าวท้าทายในรายการ รวมถึงบทความที่ออกมาโจมตีนั้น ... คุณสนธิกล้าทำเพราะรู้ว่ากระแสประชาชนที่สนับสนุนมีไม่น้อย ซึ่งก็เป็นธรรมดาเพราะเรื่องของสถาบัน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่คนไทยรับไม่ได้ หากมีการก้าวล่วง ประกอบกับบุคลิกของนายกฯทักษิณ ที่พูดจาตรงๆ จนถึงเรียกว่าพูดไม่รู้จักคิด ..ส่งผลให้คนเริ่มทนไม่ได้กับรัฐบาลชุดนี้ การคอร์รัปชั่นที่ใครๆก็รู้ว่ามากมายมหาศาล สภาวะเศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหว ส่งผลให้คนรู้สึกเต็มกลืน ปัญหาภาคใต้ที่แก้ไม่ได้ นับวันจะรุนแรง คนถูกฆ่ารายวัน ... ทำให้ความรู้สึกของคนไทยสะเทือนไปบ้าง แต่เมื่อรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังก้าวล่วงพระราชอำนาจ ...... ต่อให้ตาสีตาสา ก็รับไม่ได้ หากคุณสนธิถูกอุ้มไป รัฐบาลย่อมต้องถูกด่ามากกว่าเดิม ...หากนสพ.ผู้จัดการถูกสั่งปิด ไม่ว่าจะกี่วัน จนถึงถาวร ..คนไทยกับนักวิชาการบางคน ก็จะออกมาด่ารัฐบาลในเรื่องการปิดกั้น นี่คงเป็นเหตุผลที่คุณสนธิกล้าเกินงาม
โดยส่วนตัว เคยชอบคุณสนธิมาก เพราะพูดตรงใจในหลายเรื่อง...แต่เรื่องที่กำลังเล่นในวันนี้ อันตรายเกินไปหรือเปล่า

การดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับสถาบันทางการเมืองนั้น ไม่ใช่เหตุบังควรเลย...เพราะเป็นการเล่นความรู้สึกของคน ขนาดบางเรื่องไม่ใช่เรื่องของ"ในหลวง" โดยตรง คนไทยก็ sensitive แล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆ กระทู้ในเว็บพันธ์ทิพย์ มีคนตำหนิคุณสรยุทธ และคุณกนก ในการนำเสนอข่าวหม่อมเจ้าหญิงที่หนีไปเล่นการพนันในบ่อนที่เขมร ว่าใช้คำไม่เหมาะสม เพราะไม่ใช้ราชาศัพท์ เท่านั้นก็มีความเห็นด่าทอกันต่อมามากมาย ฟากหนึ่งเห็นว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม จะเคารพได้ไง อีกพวกหนึ่งก็ว่าต้องทำตามฐานันดร เลยไปถึงว่าเป็นพระญาติ พระวงศ์ มีการสาปแช่งว่าไม่จงรักภักดี ให้ออกจากแผ่นดินไป อีกฝั่งฟนึ่งก็ว่านี่มัน พ.ศ.2548 นะ ไม่ใช่ก่อน 2475 และนี่ไม่เกี่ยวกับในหลวง ........และอีกมากมายเกินกว่าสาธยายหมด นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี่ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่คนไทยพร้อมจะด่าทอ (รวมไปถึงตบตีวิวาทแน่ ถ้าเห็นหน้ากัน)

ตัวอย่างง่ายๆใกล้ตัวที่เห็นว่าสิ่งที่คุณสนธิทำได้ผลไม่น้อยคือ วันนี้แม่ข้าพเจ้าอ่านบทความในผู้จัดการให้ฟัง ด้วยน้ำเสียงสะใจ และเรียกให้ใครๆมาอ่าน ..... ทันทีที่ข้าพเจ้าทักท้วงและพยายามอธิบายให้ฟังว่าด้วยเรื่องพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และการกระทำที่อาจมีจุดมุ่งหมายเคลือบแฝง แม่ข้าพเจ้ารับฟังด้วยสีหน้า ....ไม่รับฟัง และแน่นอนไม่เห็นด้วย เพราะความรักในหลวง และเกลียดทักษิณ

สิ่งที่คุณสนธิทำในวันนี้ ไม่ว่าจะมีเบื้องหลังแอบแฝง หรือบริสุทธิ์ใจ (เนี่ยนะ) หวังว่าเขาจะรู้ว่าทำอะไรอยู่.... และเล่นกับอะไรอยู่


It is much more comfortable to be mad and know it, than to be sane and have one's doubts.- G.B. Burgin


Friday, September 09, 2005

หมกมุ่น..obsess..หมกมุ่น..obsess

ปกติพยายามจะเขียนไรมีสาระ....แม้คนอื่นอาจจะหามันไม่เจอเลยก็ตาม.........
แต่วันนี้ ขอบอกว่า...ไม่มีสาระเลย แม้แต่น้อย...เป็นเรื่องอารมณ์และตัณหาล้วนๆ..55

ก็ไอ้ตัวที่นอนๆๆนั่งๆอยู่ในรูปพวกนี้แหละ ที่ทำเอาคลุ้มคลั่งอย่างหนัก... ตอนนี้เจ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้ ขึ้นสมอง
มีอาการอยากได้..ใครเป็นคนรอบข้างคงรู้ว่าเดี๊ยนแสดงอาการมานานแล้ว..จนในที่สุดขวนขวายมาจนได้ ...
สัตว์ประหลาดพันธ์ชิสุห์นี้ มีคุณสมบัติพิเศษคือ เอาแต่ใจ งอนเก่ง ทะเล้น และร่าเริง (เกินไป)เสมอ..
เมื่อก่อนมีตัวประหลาดแบบนี้ 2 ตัว
แต่ล้มหายตายจากไปแล้ว....

เคยคิดว่า ไม่เอาแล้ว เศร้า...จะได้ไม่มีภาระด้วย..แต่ตอนนี้
ภาระจ๋า...โตเร็วๆ มาหาแม่ด่วน.......มามี้รออยู่

เจ้า 2 ตัวนี้ ไม่ใครก็ใครล่ะ จะได้มีแม่ใจดีแบบนางฟ้า (แปลว่าไปอยู่กะคนอื่น)

อีกตัวก็มาอยู่กะลี้มกโช้วซะดีๆ...

ก่อนหน้านี้ ค่อยเข้าไปดูตามเว็บ เวลาเค้าลงรูปหมาของเค้า...น่ารักดี เซฟเก็บไว้ดูเล่นอีกตะหาก

จนตอนหลัง..เริ่มรู้ตัวว่าโคตรหมกมุ่น จะอารมณ์ดีมากเวลาเห็น เริ่มคิดๆ และเริ่ม...เอาวะ แม่ด่าก็ทนหน่อย

เจ้า 2 ตัวที่อยู่รูปล่างๆพวกนี้แหละ..... ตอนรู้ว่าจะมีตัวประหลาดมาอยู่ในบ้านอีก...นอนไม่หลับเลย

จะให้นอนไหนดี นอนบนเตียงจะทับมันไม๊..เอาใส่ตะกร้าวางบนเตียง ถ้าไปโดนจะตื่นไม๊

ถ้าวางข้างเตียง..ไม่เอา..เดี๋ยวไปกัดสายไฟเล่น อันตราย

เอ๊ะ..ห้องนอนเราอยู่ข้างบน เกิดเจ้าตัวประหลาดวิ่งแล้วตกบันไดล่ะ...ไม่ได้อีก

วันที่ไปรับมาต้องเตรียมซื้ออุปกรณ์ไปเลย...ตะกร้า ขวดน้ำกิน อาหาร แชมพู นม แล้วก็กระดิ่ง เพราะถ้าเผลอเดี๋ยวหายไปตามตู้ จะหาตัวไม่เจอ แล้วกระดิ่งมันจะหนักไปไม๊ เจ้าตัวนี้ยังเล็กอยู่เลย..

เมื่อก่อนไม่เห็นกังวลแบบนี้เลย..สัญชาตญาณความเป็นแม่(หมา)ทำงาน ตอนอายุเท่านี้หรือ

อารมณ์เหมือนจะรับบุตรบุญธรรมมาก...


เกิดวันที่ 30 ก.ค. 48 ก็อีกตั้ง 20 วันแน่ะ ...นานจังเลย

เตรียมชื่อไว้แล้วอีกตะหาก...ตอนแรกคิดไว้เยอะเลย แต่บางมันก็แมนไป บางอันก็เรียกยากไป

บางอันแก่ไป จนมาลงตัวที่..ต้นหน..(จะได้ไม่หลงทางทั้งแม่ทั้งลูก)

....เชื่อรึยังว่าหมกมุ่น

ป.ล. วันนี้เดินผ่านแม่ที่อุ้มเด็ก 6-7 เดือน ร้องไห้อยู่..ดีใจจัง

ลูกเรา ไม่ต้องอุ้ม เดินเองได้ กินข้าวเองได้ และไม่ร้องไห้น้ำลายเยิ้ม...ดีจริงๆ

Wednesday, September 07, 2005

พระราชอำนาจ ....?


หนังสือพระราชอำนาจกำลังเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมาก (โอเค...อาจจะสู้เรื่องท้อง 5 เดือนไม่ได้) แต่เป็นเรื่องที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก... เป็นเวลามากกว่า 2 อาทิตย์แล้วที่หนังสือพิมพ์ลงเรื่องของผู้ว่า สตง. และโผทหาร...จุดใหญ่ก็คือ การล่วงพระราชอำนาจ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนังสือเล่มนี้ออกมาพอดี...
วันนี้กระแสสังคมกำลังแรง วันนี้ธรรมศาสตร์เองก็จัดการเสวนาเรื่องนี้ โดยใช้ชื่อว่า “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์” วิทยากรในงานคนหนึ่งก็คือ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้... ในขณะที่กระแสสังคมกระหึ่มในเรื่องการล่วงพระราชอำนาจ..จึงมีแต่ผู้ให้การสนับสนุน
โดยส่วนตัว...ไม่ได้ใส่ใจมากนัก จนกระทั่งเห็นหัวข้อใน web pantip ที่ link บทความของ อ.ธงชัยไว้ (ใน web pan tip ห้องสนทนาเรื่องประวัติศาสตร์เป็นห้องหนึ่งที่ดุเดือดมาก เคยชอบเข้าไปตอบๆ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบแล้ว ด่ากันไม่เลิก หันไปห้องจตุจักรดีกว่า...ดูหมาสบายใจ)

อ่านความเห็นของ อ.ธงชัย แล้ว...เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
เห็นด้วยที่ว่าบางอย่างไม่ตรงกับข้อเท็จจริง คนเขียนขาดความรู้ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เกินกว่าจะนำมากล่าวอ้าง แต่ถ้าพิจารณาถึงความตั้งใจของผู้เขียน โดยพยายามไม่คำนึงถึงจุดมุ่งหมายแอบแฝงเรื่องพยายามบ่อนทำลายใครหรือไม่ ... ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นความพยายามที่ดี...
ยังไงก็ตาม คิดเอาเองอย่างคนที่ไม่ได้รู้กฎหมายมากนัก...ไม่ได้สนใจศึกษาลึกซึ้ง (ต้องรออีตา ratio มาอธิบายเอา)
ยังคิดว่ากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของชาติ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในประเทศ.....แต่ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเดียวกับเรา แม้จะทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะยับยั้ง หรือเพิกเฉย...... ก็ตาม

อย่างที่บอกแล้ว ไม่ได้รู้กฎหมายมากมายพอที่วิเคราะห์...แต่คิดว่ากระแสที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะกฎหมาย หรือพระราชอำนาจ แต่เกิดจากความรัก เคารพ ศรัทธา ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ พระองค์นี้ ....และเพราะความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลที่นับวันจะสร้างปัญหา ทั้งการเผด็จการในรัฐสภา และยังยื่นมือเข้าไปแผ่อำนาจในทุกๆทาง .... ความรู้สึกของคนในสังคม เลยพร้อมจะต่อต้าน โดยเฉพาะกรณีของคุณหญิงจารุวรรณ ..... ที่เหมือนๆว่าคราวนี้ รัฐบาลที่อยู่เบื้องหลังวุฒิสภา จะอาจเอื้อมมากไป.....

การสัมมนาที่ธรรมศาสตร์เน้นคำว่า ในหลวงไม่ใช่ตรายาง .... และพระองค์ทรงพากเพียรเพื่อชาวไทยมากว่า 50 ปี .. ไม่มีใครเถียงได้ในเรื่องนี้ ...... แต่สงสัยจริงๆว่า มันเกี่ยวกับการถกเรื่องพระราชอำนาจจริงๆหรือ... ขอสงสัยอย่างโง่ๆอีกอย่าง ..ว่านี่น่าจะเป็นหัวข้อที่ถกกันเมื่อ พ.ศ.2475 ...มากกว่าจะมาถกกันตอนนี้ หรือไม่

เพราะฉะนั้นแล้ว ...ความรู้สึกรัก ไว้วางใจ เคารพในองค์พระมหากษัตริย์ (พระองค์นี้) เป็นเรื่องๆเดียวกับความพยายามยกเรื่องพระราชอำนาจขึ้นมาพูดหรือไม่ ....
คำตอบในใจของข้าพเจ้า..มีอยู่แล้ว.............

..................................................................

จบโดยไม่เกี่ยวกับที่เขียนมาข้างบน ......
เจ้า..เหมือนดวงอาทิตย์..อยู่ไกลไปก็หนาว ใกล้ไปก็ร้อน....



Tuesday, September 06, 2005

หนังสือพระราชอำนาจ... จากวิสคอนซิน ถึงกรุงเทพ

Re: Best-selling book: the real power of the monarch (The Nation, Sept 5) “The fact is that His Majesty will endorse every constitution before it can be implemented. His power apparently overwhelms what’s stated in the charters.” This is a very naive logic and it is dangerous to mislead the public. Is a US president above the law since he signs it into law? Does having the authority to veto a law mean he is above the law? NO and NO. How many orders and regulations Pramuan himself signed at the Ministry of Interior? Was he above those regulations? (Perhaps he was.)
Pramuan's book is nothing but a popularization of the ideas held among the roylaists after 1932 who have tried several times since 1932 to revive the power of the monarch. In fact his historical knowledge and his pervert legal logics are much worse than the original thinkers of the royalists of earlier generations (such as Prince Dhaninivat -- Kromamun Phitthayalap Prutthiyakorn). If concerned citizens of the present generation, like those at the Manager or at this newspaper, are fascinated and convinced by Pramuan's ideas, it reflects how superficial and uncritical they are. Perhaps we all are. They (we all?) are falling into the trap of the royalist revivalism. This reflects how poor our historical knowledge is. Before going crazy with Pramuan's book, we should study how horribly Pridi Phanomyong had suffered at the hands of the royalist revivalists especially during 1946-49. The wrongful accusation of Pridi was the work of these people. Sorry, I am not Thaksin's supporter. I have written and talked in many places against the current government, especially its hopeless handling of the crisis in the deep south. But I think an effort to undermine the government by reviving the old royalism is dangerous and must be countered. The royalists are trying to wipe out the accomplishments of the 1932 revolution.
By the way, you write, "more than 1,000 years of absolute monarchy in Thailand". Can you tell me from when to when? Since Thailand was a modernized kingdom at the Altai Mountain in Mongolia? With your statement, I am not surprised that Pramuan's book becomes best-selling. As a historian, I plead guilty of failure to make people intelligent in history.

ความเห็นของอาจารย์ธงชัย ต่อหนังสือเรื่องพระราชอำนาจ ของประมวล

อ่านแล้วรู้สึกยังไง...ตื่นเต้น จนต้องไปก็อบมาไว้ก่อน..(จริงๆมีของอ.สมศักดิ์อีกความเห็น แต่ยาวมาก....) ส่วนเห็นด้วยหรือไม่...อีกเรื่องหนึ่ง ค่อยว่ากันพรุ่งนี้....หึหึ

Monday, September 05, 2005

แม่นาก...และพี่มาก



ว่าด้วยเรื่องแม่นาก...และพี่มากต่อ........

การแสดงชุดนี้เป็นโอเปร่าตลอดทั้งเรื่อง นักแสดงมีทั้งต่างชาคิและไทย..แต่อาจจะหนักไปทางต่างชาติมากกว่า..ทั้งพี่มากและแม่นาก เป็นต่างชาติทั้งคู่ (Nancy Yuan , Kyu Won Han)

เหตุที่ทำให้ได้มีโอกาสไปดู ก็เพราะน้องคนหนึ่งที่สนิทกัน เป็นหนึ่งในผู้แสดงละครเรื่องนี้ด้วย.. เลยต้องหอบดอกไม้ไปให้กำลังใจซะหน่อย

เรื่องของแม่นาก..เท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่อดีต ถูกทำเป็น หนัง ละคร มานับครั้งไม่ถ้วน (ได้ข่าวว่าจะมีอีกแล้ว)จนมาถึงครั้งนี้ เป็นละครเวทีแบบโอเปร่า ... ความน่ากลัวของผีแม่นากถูกถ่ายทอดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า..จนกระทั่งช่วงหลัง ความรักของแม่นากจะถูกดึงขึ้นมาเป็นหลักมากขึ้น ในโอเปร่าเรื่องนี้คุณสมเถา สุจริตกุล ทำดนตรีได้เพราะมาก...แปลกตาดีตรงที่นักแสดงต่างชาติใส่ชุดไทย ออกมากัน ดูไปดูมาประหนึ่งว่า โอ้...สังคมไทย ช่างเป็นสังคม Cosmopolitan จริงๆ ... อยุธยานะเอง 55 ....... โดยรวมๆดี แต่ก็เป็นดีในแบบฝรั่งมากกว่า แม่นากไทย (แต่จะให้เหมือนคงยาก เพราะเค้าร้องเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง)... ส่วนเก้าอี้ศูนย์วัฒนธรรมก็แบบฆ่ากันตาย นั่งตั้งแต่ 2 ทุ่ม ยัน 5 ทุ่ม...เก้าอี้ทำมาเพื่อให้คนนั่งรู้สึก...ไม่สบายที่สุด เข่าก็ติด แย่ๆๆ ...

ในเรื่อง..เค้าสื่อถึงแม่นาก ที่ความรักทำให้ติดอยู่ระหว่างภพ คนเป็นและคนตาย เรียกว่าแดนสนธยา หรือ shadowland ความรักของพี่มากเอง ก็เป็นส่วนฉุดดึงให้นางนากยังพะวักพะวงอยู่..ตอนสุดท้าย หลวงพ่อได้บอกให้พี่มากตัดใจ ...เพื่อให้นางนากหลุดจากภพนี้..

ระหว่างที่นั่งดูไป คิดอะไรได้...เรื่องความตายและความกลัว เรากลัวความตาย เพราะเราไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตาย ...ใช่หรือเปล่า เหมือนที่เรากลัวความมืด เพราะเราไม่เห็น ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง ทันทีที่เราเปิดไฟ เรามองเห็นทุกอย่างความกลัวก็หมดไป... เป็นไปได้ไม๊ว่า ถ้าเรารู้ว่าหลังความตายเป็นยังไง เราจะไม่กลัวตาย และไม่กลัวผี..วิญญาณที่เราเชื่อว่าเป็นชีวิตหลังความตาย ..

ในกรุงเทพ..เรื่องผี เรื่องวิญญาณดูจะน้อยมากๆๆ เมื่อเทียบกับที่อื่น..เพราะอะไร? กรุงเทพนอกจากไม่น่าอยู่สำหรับคนแล้ว ยังไม่น่าอยู่สำหรับผีด้วยเหรอ...คิดเล่นๆว่า เพราะกรุงเทพ สว่างเกินไป อึกทึกเกินไป..ความน่ากลัวไม่มีอยู่..(เพราะรัฐบาลน่ากลัวกว่า..ไหนจะยาสตรีที่ทำให้ท้อง 5 เดือนอีก โอ้วววว)แต่ในต่างจังหวัด..ความมืด ความสงบ ทำให้เกิดความกลัวในบางครั้ง นำไปสู่เรื่องเล่าต่างๆ ..... ไม่เคยปฏิเสธในเรื่องผีนะ เชื่อเลยล่ะ ว่ามีอยู่จริง..แต่แค่คิดว่า ความตาย ความมืด วิญญาณ..น่ากลัว เพราะเราไม่รู้ ไม่เห็น สิ่งๆนั้นรึเปล่า..ถ้าเรารู้ว่าตายเป็นยังไง ตายแล้วไปไหน เรามองเห็นได้ในความมืดว่ามีอะไร เราเข้าใจ สื่อสารกับวิญญาณได้...เราจะไม่กลัวหรือเปล่า

สิ่งที่คิดมันคงดูบ้าๆบอๆ ... ก็จริงนั่นแหละ แต่แค่คิดว่า อะไรๆก็แล้วแต่ ถ้าเพียงแต่เรารู้ เราเข้าใจมัน เราก็จะไม่กลัว หรือปฏิเสธมัน....แค่นั้นแหละ

Everything! Fear is the path to the dark side. Fear leads to anger. Anger leads to hate. Hate leads to suffering. I sense much fear in you

(Yoda..)

จบด้วยคำของปรมาจารย์เจไดแล้วกัน.....

Sunday, September 04, 2005

แม่นาก...พี่มาก...โอเปร่า


มีโอกาสไปดูโอเปร่าที่ศูนย์วัฒนธรรมมา......เรื่อง meanak...แม่นาก
ใช่แล้ว..แม่นากคนที่รอพี่มากผัวรักนั่นแหละ...แต่เป็นแบบโอเปร่า
รูปข้างบนเป็นรูปสูจิบัตร...
ระหว่างนั่งดูการแสดงที่ค่อนข้างยาว .... เกิดไอเดียบ้าๆบอมากมาย
ทั้งเรื่องของความตาย....ความกลัว......และความรัก
จนทนไม่ไหว กะว่าจะมาระบายใน blog ให้ได้
แต่วันนี้...ง่วงมากกกกก...พรุ่งนี้ค่อยว่ากันดีกว่า (หวังว่าจะไม่ลืมมันไปหมด)

...........................................


Friday, September 02, 2005

me...and the blog



ยากเหมือนกันนะเนี่ย...การสร้าง blog ....
จุดเริ่มต้นของความพยายามครั้งนี้ ก็มาจากความคิดจะเขียนอะไรที่มันมีสาระให้กับชีวิตบ้าง หลังจากใช้ my space ในการระบายอารมณ์หงุดหงิด..ปนสับสน จากการเรียน ประกอบกับเห็นน้องรัก 2 คน
http://ratioscripta.blogspot.com/ และ http://sweet-nefertari.blogspot.com/ มาสร้างสรรค์งานจากความคิด ความรู้สึกไว้ ก็อยากจะเอาบ้าง...
ตอนแรกน่ะ...กะจะเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ วรรณคดี อะไรที่มีสาระทำนองนี้ แต่ไปๆมาๆ เรื่องที่คิดไว้ชักจะไม่เกี่ยวกันเลยแฮะ.... เอาเถอะยังไงๆเค้าก็คงเปิด blog ไว้ให้คนได้มีโอกาสระบายอะไรๆที่ค้างในใจ..ในสมอง..ในความคิด

ชื่อ Guilty-knowledge.......
ถ้าจะแปลตามความหมายที่ตั้งใจไว้ก็คือ ...ทำผิดทั้งๆที่รู้ ทำทั้งๆที่เจตนา...อะไรประมาณนี้ (ขอยืมศัพท์กฎหมายมาใช้)
ชื่อนี้มาจากความกดดัน ปนสงสัย ....ในวงวิชาการ อาจจะปนความเสื่อมศรัทธา...
ทำไมต้องฟาดฟันกันขนาดนั้น...เพื่อหาพื้นที่ในวงวิชาการอันคับแคบ (ทั้งพื้นที่และจิตใจ) ...
ต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ว่า...นี่คือสิ่งที่เราใฝ่ฝันไว้จริงๆเหรอ.... เฮ้อออ ไม่บ่นแล้ว ไม่บ่น สัญญา
ที่นี้...ก็เลยคิดว่าสิ่งที่เราคิด งานของเรา ก็คงผิดในสายตาเหล่านักวิชาการอยู่ดี ..ก็เลย..เออ เออ ผิดก็ผิด แต่จะทำอ่ะ 55


................................................................................................................................

เป็นคนชอบดูหนัง ชอบดูซีรีส์ในทีวี .... ดูแล้วก็ชอบเก็บคำพูดในหนังมาคิด... คำมันมักจะสวย และความหมายของมันก็กว้าง...และตรง ถ้าตามอ่านblog นี้ไปเรื่อยๆ ก็คงมีมาให้อ่านเรื่อยๆเหมือนกัน

อันหนึ่งที่นึกได้ตอนนี้ และเข้ากับความรู้สึกที่เป็นอยู่คือ จาก csi (Crime Scene Investigate) ชอบมากๆ ดูมันทุกเวอร์ชั่น ลาสเวกัส ไมอามี่ นิวยอร์ค .... ลึกๆคงเป็นซาดิสม์อ่ะ ชอบหนังแบบนี้ หนังสือแบบนี้..ไม่อยากจะบอกเลยว่าพระเอกในดวงใจ คือ ฮันนิบาล.....โฮะ โฮะ (วันหลังค่อยเล่าเรื่องฮันนิบาลต่อ ว่าทำไมชอบ)

เรื่องนี้เป็นเรื่องของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน เพื่อคลี่คลายคดี ...... เทคนิคดีมาก ...อย่างหนึ่งที่ทุกเวอร์ชั่นจะเน้นคือ ตัวเอกจะพูดถึงการยึดถือหลักฐานเป็นหลัก โดยปราศจากอคติ

follow the evidences ................... The evidence speak for itself

หลักฐานจะเป็นตัวคลี่คลายคดี และจะให้ผลที่ดีกว่าอารมณ์มนุษย์

คิดเล่นๆว่า วิธีการนี้ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ ....... อย่ากล่าวเกินหลักฐานที่มีอยู่ อย่าใส่อารมณ์ของทัศนคติลงไปในงาน พูดเท่าที่หลักฐานมี.... ชัดเจน เรียบง่าย และถูกต้อง

แต่ในวันนี้ เท่านี้คงไม่พอแล้ว การตีความแบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทัศนคติของคนเขียนงานแทบจะทะลักมากลบหลักฐาน ความคิดหลากหลายถูกดึงมาใช้ให้สมกับเป็นยุคสหสาขาวิชา .... โดยไม่มีการคิดว่า เราเอาวันนี้ไปใส่ในช่วงเวลาเมื่อวานนี้หรือเปล่า.......... การยึดกับหลักฐานแบบเดิมดูจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สร้างสรรค์ขึ้นมาเฉยๆ ..(อยากสร้างสรรค์ ไปเขียนนิยายนานแล้ว (อันนี้แอบนึกในใจ)) ........

ใน CSI หลักฐานยังคลี่คลายได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอน แม่นยำ ...แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ใครจะมาช่วยคลี่คลาย ..... เพราะคงไม่สามารถ speak for itself ได้ ...