my guilty-knowledge

Friday, September 02, 2005

me...and the blog



ยากเหมือนกันนะเนี่ย...การสร้าง blog ....
จุดเริ่มต้นของความพยายามครั้งนี้ ก็มาจากความคิดจะเขียนอะไรที่มันมีสาระให้กับชีวิตบ้าง หลังจากใช้ my space ในการระบายอารมณ์หงุดหงิด..ปนสับสน จากการเรียน ประกอบกับเห็นน้องรัก 2 คน
http://ratioscripta.blogspot.com/ และ http://sweet-nefertari.blogspot.com/ มาสร้างสรรค์งานจากความคิด ความรู้สึกไว้ ก็อยากจะเอาบ้าง...
ตอนแรกน่ะ...กะจะเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ วรรณคดี อะไรที่มีสาระทำนองนี้ แต่ไปๆมาๆ เรื่องที่คิดไว้ชักจะไม่เกี่ยวกันเลยแฮะ.... เอาเถอะยังไงๆเค้าก็คงเปิด blog ไว้ให้คนได้มีโอกาสระบายอะไรๆที่ค้างในใจ..ในสมอง..ในความคิด

ชื่อ Guilty-knowledge.......
ถ้าจะแปลตามความหมายที่ตั้งใจไว้ก็คือ ...ทำผิดทั้งๆที่รู้ ทำทั้งๆที่เจตนา...อะไรประมาณนี้ (ขอยืมศัพท์กฎหมายมาใช้)
ชื่อนี้มาจากความกดดัน ปนสงสัย ....ในวงวิชาการ อาจจะปนความเสื่อมศรัทธา...
ทำไมต้องฟาดฟันกันขนาดนั้น...เพื่อหาพื้นที่ในวงวิชาการอันคับแคบ (ทั้งพื้นที่และจิตใจ) ...
ต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ว่า...นี่คือสิ่งที่เราใฝ่ฝันไว้จริงๆเหรอ.... เฮ้อออ ไม่บ่นแล้ว ไม่บ่น สัญญา
ที่นี้...ก็เลยคิดว่าสิ่งที่เราคิด งานของเรา ก็คงผิดในสายตาเหล่านักวิชาการอยู่ดี ..ก็เลย..เออ เออ ผิดก็ผิด แต่จะทำอ่ะ 55


................................................................................................................................

เป็นคนชอบดูหนัง ชอบดูซีรีส์ในทีวี .... ดูแล้วก็ชอบเก็บคำพูดในหนังมาคิด... คำมันมักจะสวย และความหมายของมันก็กว้าง...และตรง ถ้าตามอ่านblog นี้ไปเรื่อยๆ ก็คงมีมาให้อ่านเรื่อยๆเหมือนกัน

อันหนึ่งที่นึกได้ตอนนี้ และเข้ากับความรู้สึกที่เป็นอยู่คือ จาก csi (Crime Scene Investigate) ชอบมากๆ ดูมันทุกเวอร์ชั่น ลาสเวกัส ไมอามี่ นิวยอร์ค .... ลึกๆคงเป็นซาดิสม์อ่ะ ชอบหนังแบบนี้ หนังสือแบบนี้..ไม่อยากจะบอกเลยว่าพระเอกในดวงใจ คือ ฮันนิบาล.....โฮะ โฮะ (วันหลังค่อยเล่าเรื่องฮันนิบาลต่อ ว่าทำไมชอบ)

เรื่องนี้เป็นเรื่องของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน เพื่อคลี่คลายคดี ...... เทคนิคดีมาก ...อย่างหนึ่งที่ทุกเวอร์ชั่นจะเน้นคือ ตัวเอกจะพูดถึงการยึดถือหลักฐานเป็นหลัก โดยปราศจากอคติ

follow the evidences ................... The evidence speak for itself

หลักฐานจะเป็นตัวคลี่คลายคดี และจะให้ผลที่ดีกว่าอารมณ์มนุษย์

คิดเล่นๆว่า วิธีการนี้ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ ....... อย่ากล่าวเกินหลักฐานที่มีอยู่ อย่าใส่อารมณ์ของทัศนคติลงไปในงาน พูดเท่าที่หลักฐานมี.... ชัดเจน เรียบง่าย และถูกต้อง

แต่ในวันนี้ เท่านี้คงไม่พอแล้ว การตีความแบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทัศนคติของคนเขียนงานแทบจะทะลักมากลบหลักฐาน ความคิดหลากหลายถูกดึงมาใช้ให้สมกับเป็นยุคสหสาขาวิชา .... โดยไม่มีการคิดว่า เราเอาวันนี้ไปใส่ในช่วงเวลาเมื่อวานนี้หรือเปล่า.......... การยึดกับหลักฐานแบบเดิมดูจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สร้างสรรค์ขึ้นมาเฉยๆ ..(อยากสร้างสรรค์ ไปเขียนนิยายนานแล้ว (อันนี้แอบนึกในใจ)) ........

ใน CSI หลักฐานยังคลี่คลายได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอน แม่นยำ ...แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ใครจะมาช่วยคลี่คลาย ..... เพราะคงไม่สามารถ speak for itself ได้ ...




14 Comments:

  • ฮาๆจำได้ว่าตัวละครในดวงใจของพี่เอ็ม คือ "หลีมกโชว" แล้วนี่พระเอกยังเป็น "ฮันนิบาล"อีก

    โอ้ว...ช่างเหมาะสมอะไรกันเยี่ยงนี้ ไม่ยากจะจินตนาการ

    By Blogger sweetnefertari, at September 03, 2005  

  • เฮ้...เราไม่ใช่น้องรักหรอกเหรอ...
    หลงเข้าใจผิดมาตั้งนาน....
    พยามารเข้านะ...จะเป็นกำลังใจช่วย(ให้ท้อ)

    By Blogger net, at September 03, 2005  

  • เอาละตินมาฝาก

    res ipsa loquitur = the thing speaks for its self

    ไว้จะแวะมานานเป็นประจำทุกค่ำเช้า

    เริ่มด้วยสุภาษิตกฎหมายโบราณเลยแฮะพี่เรา

    ไม่ธรรมดา คาดว่าน่าจะเป็น ปริเยศ หรือพี่พล ภาคผู้หญิงแน่ๆ บล็อกนี้ กลิ่นมาคุมันออก

    5555

    ล้อเล่น

    By Blogger ratioscripta, at September 04, 2005  

  • lee mok chow...ไม่ใช่นางเอกในดวงใจจ้ะ
    แต่ lee mok chow คือชั้นเองเลย...เหอะ เหอะ

    By Blogger guilty knowledge, at September 05, 2005  

  • มาอ่านอีกที แล้วนึกอะไรออก

    ผมว่าปัญหานี้มันก็คล้ายกับปัญหาในโลกแห่งกฎหมายของพวกผมเหมือนกัน

    การเข้าถึงพยานหลักฐาน การตีความพยานหลักฐาน เลยไปถึงการตีความกฎหมายด้วย

    มันเป็นของมันอย่างนั้น มันมีอยู่ของมันอย่างนั้น

    ปัญหาก็คือ

    เราจะรักษาความเป็น "ต้นฉบับ" ของมันได้อย่างไร เพราะหากมันถูกบิดเบือนจากความจริงที่มันเป็น ก็เปล่าประโยชน์ที่จะไปค้นหาความหมายอะไรจากมัน

    ต่อมาก็คือ เราจะ "เข้าถึง" ความหมายของมันได้อย่างไร แม้จะดูเหมือนตีความ หรือแปลได้หลายนัย แต่ผมเชื่อว่ามันมีนัยเดียว

    "นัยที่ถูกต้อง"

    คราวนี้คือปัญหาโลกแตก อะไรล่ะคือ นัยที่ถูกต้อง

    อาจจะต้องรอสิ่งที่เรียกว่า "เวลา" ที่ผ่าน "ผลแห่งการให้ความหมาย" นั้น เป็นผู้ตอบ

    เพราะสิ่งที่จะทนทานต่อการทดสอบของกาลเวลาก็คือ สิ่งที่ถูกต้อง และเป็นเหตุเป็นผล

    ผมคิดของผมอย่างนั้นนะ

    By Blogger ratioscripta, at September 05, 2005  

  • เป็นความเชื่อมั่นแบบนักกฎหมายที่ดี ที่มีต่อความถูกต้องไง ..... แต่ในด้านประวัติศาสตร์ กลายเป็นว่า..เวลายิ่งนาน..สิ่งต่างๆก็อาจยิ่งถูกบิดเบือน เราไม่มีวันรู้เลยว่า..ความพยายามที่จะค้นหา มองกลับไป รวมถึงความพยายามตัดสินอดีต ของนักประวัติศาสตร์ปัจจุบัน..เหมือนหรือแตกต่างกันกับความเป็นจริงมากแค่ไหน... และทั้งๆที่ไม่รู้ มีแต่เพียงข้อสันนิษฐาน แต่นักวิชาการด้านนี้อีกจำนวนมาก ก็ยังปิดกั้นความคิดในแง่มุมใหม่ๆอีกพอประมาณ....

    ถ้าจะให้ดีจริงๆ ให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่วิเคราะห์อยู่ ส่งเสียงออกมาบ้างก็ดีนะ...เพื่อจะได้ทักใครหลายๆคนว่า...เฮ้ย คิดอะไรของแกวะ

    ดีไม๊........

    By Blogger guilty knowledge, at September 05, 2005  

  • ดีน่ะดีแน่

    แต่จะวิ่งกันป่าราบอ่ะดิ

    อีกอย่างผมว่าทุกวันนี้มันก็พูดได้นะ

    แต่มันพูดผ่านร่างทรงอย่าง "นักประวัติศาสตร์" ไง เพียงแต่ว่า "ร่างทรง" เหล่านี้ มันก็มีทั้งจริง ทั้งลวง แอบอ้าง

    แถมคนทั่วไปก็มักจะแยกไม่ค่อยจะออกด้วยสิ ว่าคนไหนของจริง อันไหนของปลอมทำเหมือน

    ปัญหาเดียวกะ "นักกฎหมาย" อย่างไรอย่างนั้น

    By Blogger ratioscripta, at September 05, 2005  

  • มาอ่านย้อนดูอีกที .... ก็คงจริงนะ ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน..ของจริงและของปลอม ก็มีปนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนจะปลอมบ้างลวงบ้าง โดยบริสุทธิ์ใจ โดยความไม่รู้ หรือความตั้งใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ....

    สิ่งที่พี่นึกขึ้นได้จากที่อ่านของต้องเขียนกลับมา ก็คือ ความหวัง .....

    บางทีสิ่งที่เราควรทำมากที่สุด คือ หวังว่า...สิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล... จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คงอยู่เสมอ...

    By Blogger guilty knowledge, at September 05, 2005  

  • ตอนไปmeeting คุณกระต่ายน้อยก็ถามว่า ประวัติศาสตร์นี่คือการปะติดปะต่อเรื่องราวรึป่าว (อย่าเพิ่งกริ้วนะเจ๊ ดูหน้าคนถามก่อน แล้วเจ๊จะกริ้วไม่ลง )

    มันก็ถูก นักประวัติศาสตร์ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร โดยมีกระบวนการของมัน ไม่ใช่แค่การแต่งประโยค แต่ข้อถกเถียงมันก็มีมาก จากการตีความตามหลักฐานที่หาได้นั้นแหละ เพราะมันไม่ใช่ 1 แล้วไป 2 แล้วไป 3 แบบการตีความกฎหมายไง

    By Blogger sweetnefertari, at September 05, 2005  

  • จะว่าไปก็ถูกนะ...แบบที่ E.H.CARR บอกไว้ไง ประวัติศาสตร์คือการพยายามจะต่อ jigsaw ..จนได้ภาพๆใหญ่...
    นักประวัติศาสตร์ก็พยายามเก็บเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์จากหลักฐานที่มีจำกัด...
    ด้วยวิธีการต่างๆแบบ school โน้น school นี้

    เห็นกันไปในแบบนั้น แบบนี้...คำตอบของแต่ละคนเลยไม่เหมือนกัน

    ไม่มีใครถูกหรือผิด...

    สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นทอง คนหนึ่งเห็นโคลนตม...

    By Blogger guilty knowledge, at September 05, 2005  

  • น่านแหละที่ทำให้นักอื่นๆเค้าไม่เชื่อถือไง เพราะมันหาความจิง จิงๆไม่ได้ไง กลายเป็นเรื่องของวาทะกรรมซะงั้น

    เฮ่อ...ไอ้ผู้น้อยอย่างเราก็เครียดสิครับ แค่ที่ปรึกษา 3 คน ยังตีกัน เอ้ย..คิดไม่เหมือนกันเลย

    ตอนสอบทิสิสโดนฟันยับแน่ตู ถ้าถูกใจคนหนึ่ง มันก็ต้องไม่ถูกใจอีกคนหนึ่งแน่ๆล่ะ - -"

    สู้ตาย อย่างเดียว ตาย ตาย ตาย

    By Blogger sweetnefertari, at September 05, 2005  

  • เฮ้ย กฎหมายไม่ใช่การตีความแบบ 1 ไป 2 ไป 3 ซะทั้งหมดเน้ออออ

    จะว่าไปการตีความแบบนั้น (แบบตรรกะ) ก็มีส่วนและปฏิเสธไม่ได้ถึงความจำเป็นในการใช้และการตีความกฎหมาย

    แต่การตีความแบบไล่ตามตรรกะนั้นก็มีข้อเสีย เพราะมันไม่มีชีวิต ไม่มีอารมณ์ และยากที่จะใส่อะไรที่เป็นเรื่องทางนามธรรม หรือคุณค่าต่างๆ ลงไป

    ทั้งๆที่ไอ้สิ่งเหล่านั้นน่ะ ทำให้กฎหมายมีชีวิตเลยนะ

    แต่ครั้นจะให้ยึดติดกับคุณค่านามธรรมแบบนั้นเกินไป กฎหมายก็จะเป็นเรื่องทางอัตตะวิสัย และคาดเดาไม่ได้ ไร้ความสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นก็จะทำให้กฎหมายไม่ใช่กฎหมายอยู่ดี

    ฉะนั้นความยากลำบากของนักกฎหมายคือ จะทำอย่างไรให้กฎหมายมีชีวิตชีวา แต่ไม่ขาดซึ่งความแน่นอนและความสม่ำเสมอนั่นแล

    By Blogger ratioscripta, at September 05, 2005  

  • ก็คงงั้น ไม่งั้นทักษิณจะรอดคดีซุกหุ้นรึ ฮึ ฮึ

    ตัวใครตัวมัน... บล็อกเจ๊เอ็ม

    By Blogger sweetnefertari, at September 05, 2005  

  • ดี ชอบ...เอาให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ชอบ ดุเดือดเลือดพล่าน.....ดี

    ช่องว่างระหว่างกฎหมายเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว...และจะยังคงมีต่อไป...

    เคยได้ยินว่า..ปล่อยคนร้าย ดีกว่าจับคนบริสุทธิ์.. reasonable doubt จึงเป็นเหตุผลที่คนหลุดคดีมาก

    ระบบลูกขุนก็ดูว่าจะเป็นระบบที่ขึ้นกับการปั่นอารมณ์ด้วยวาทะของทนาย...

    แต่จะว่าไป อะไรๆก็ขึ้นกับวาทะของคนมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่...
    ตอบแบบคนโง่ๆ ไม่รู้เรื่องกฎหมายนะ

    By Blogger guilty knowledge, at September 06, 2005  

Post a Comment

<< Home